วิธีบริหารสมอง และบำรุงสมองให้แข็งแรง สุขภาพดีอย่างถาวรจากภายใน

ยุคนี้เป็นยุคของการดูแลสุขภาพ ใครๆต่างก็อยากมีสุขภาพที่ดีกันทั้งนั้น แต่คำว่าสุขภาพในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพและความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายเท่านั้น

 

แต่ “สมอง” ของเรา ก็ควรจะได้รับการดูแล บำรุง และบริหารอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน เพราะ “สมอง” เป็นเสมือนตัวนำวิถีสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวัน




หากสมองของเราสมบูรณ์แจ่มใสแล้ว เราก็จะสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องอื่นๆ

 

วันนี้ เราจึงนำวิธีบำรุงสมอง การดูแลบริหารสมองให้สุขภาพดี และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาฝากกันค่ะ

 

วิธีดูแลและบำรุงสมองให้สุขภาพดี

 

1. ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน

เพราะอาหารเป็นแหล่งที่มาของพลังงาน และการบำรุงเซลล์ต่างๆในร่างกาย สมองของเราก็จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในยุคแห่งการคลั่งผอม ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะใช้วิธีอดอาหาร อย่างบางคนก็เลือกใช้วิธีงดแป้งโดยสิ้นเชิง งดไขมันโดยสิ้นเชิง หรืองดเนื้อสิ้นเชิง เพื่อหวังให้น้ำหนักลดเร็วๆ หรือผอมเร็วๆ

แต่วิธีการลดสารอาหารที่จำเป็นต่อกระบวนการสร้างและซ่อมแซมร่างกายนั้น นอกจากจะทำให้เกิดอาการโยโย่ (กลับมาอ้วนหนักกว่าเดิมในภายหลังแล้ว) ยังทำให้สมองของเราพลอยแย่ไปด้วย (และที่น่ากลัวพอๆกันคือ “ผมร่วง” ค่ะ ใครที่ผอมลงแต่ผมกลับร่วงเอาร่วงเอา ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาที่อาจจะแก้ยากในภายหลังด้วยนะเออ)

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะต้องการบำรุงสมอง บำรุงร่างกาย หรือกระทั่งลดความอ้วนก็ตาม คุณก็ยังต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เลือกชนิดที่เป็นประโยชน์สูงสุด ในปริมาณที่เหมาะสมนั่นเอง

นั่นก็คือ

คาร์โบไฮเดรตชนิดดี ที่มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวไม่ขัดสี โฮลวีท ผักใบเขียวต่างๆ

โปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่ว ต่างๆ

ไขมันชนิดดี อันนี้สำคัญมาก หลายคนคิดว่ากินไขมันแล้วจะทำให้อ้วน แต่ถ้าไม่กินไขมันเลย เราก็จะสูญเสียอะไรหลายๆอย่างไปด้วยเช่นกัน แต่ไขมันที่กินควรเป็นไขมันดี และในปริมาณเหมาะสม ซึ่งหาได้จากแหล่งอาหารธรรมชาติต่างๆ เช่น ปลาทะเล อย่างแซลมอน ทูน่า ซาร์ดีน เหล่านี้ ไขมันของมันมีส่วนช่วยในการบำรุงสมองโดยตรง หรือจะไขมันจากเมล็ดฟักทอง เมล้ดทานตะวัน น้ำมันมะกอก เหล่านี้ ก็ถือว่าเป็นไขมันดีค่ะ

และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “น้ำสะอาด” เราจำเป็นต้องดื่มหรือจิบในปริมาณที่มากพอในแต่ละวัน เพราะเซลล์ในร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ และเป็นตัวที่ทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายสามารถทำหน้าที่ของมันได้ตามปกตินั่นเอง

 

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ร่างฟิตหุ่นเฟิร์มแล้ว ยังทำให้สมองกระฉับกระเฉง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

หลายๆคนที่รู้สึกเฉาๆ สมองดูเหมือนไม่ค่อยจะตื่นตัว อาจจะพยายามหาตัวช่วย (เช่น อาหารเสริม หรือบางคนก็หันไปหาสิ่งที่คุณก็รู้ว่าอะไรแบบในหนังเรื่อง Limitless นั่นแหละ) ต่างๆ เพื่อให้มันกลับมาพลุ่งพล่าน ทำงานปรู๊ดปร๊าดๆ ขึ้นมาได้

แต่ไม่ได้นึกถึงเรื่องออกกำลังกายเลย ทั้งๆที่การออกกำลังนี่แหละ ที่ทำให้สมองปลอดโปร่งได้ง่ายและปลอดภัยที่สุด เพราะการออกกำลังกายทำให้สมองได้รับออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเครียดได้ดีอีกด้วย

และการออกกำลังกายหลายๆประเภท เช่น ออกกำลังกายที่เน้นการใช้ขาบ้าง ใช้แขนบ้าง ใช้สายตาบ้าง หรือประเภทที่ต้องมีการกะระยะ กะน้ำหนัก มีการคิดวิเคราะห์ไปพร้อมๆกับการตอบสนองร่างกายให้ทัน ก็ยังช่วยบำรุงและบริหารสมองในส่วนที่แตกต่างกันไปอีกด้วย

เพราะฉะนั้น เล่นให้หลากหลายค่ะ แล้วจะดีเอง

 

3. กำจัดความคิดในแง่ลบออกไป

ความคิดในแง่ลบเปรียบเสมือนพิษร้าย ที่ทำลายทั้งร่างกาย จิตใจ และสมอง เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้รู้สึกจิตตก หดหู่ ตึงเครียดโดยไม่จำเป็นเลย

ความเครียดจะทำให้ประสิทธิภาพในการคิดและการตัดสินใจลดลง หรือผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวได้อีก และเมื่อคุณทำมันบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย คุณก็จะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา และอาจจะถาวรได้ หากไม่รีบฉุกคิดให้ได้ และแก้ไขมันซะก่อน

ซึ่งการมองโลกในแง่ร้าย หรือคิดแต่สิ่งที่เป็นไปในทางลบอยู่เรื่อยๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อสมองไปเรื่อยๆเช่นกัน

สำหรับทางแก้ ดูข้อต่อไปเลยค่ะ

 

4. คบหาสมาคมหรือพยายามอยู่ใกล้ๆกับคนที่มองโลกในแง่บวก

อย่างที่บอกไว้ข้อที่แล้ว บางทีคนเราเวลาเกิดอาการจิตตก ก็อาจจะคิดแต่เรื่องในมีแนวโน้มไปในทางร้ายๆ แล้วก็พาให้จิตตกหนักเข้าไปอีก ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องที่เราวิตกกังวลนั้น อาจจะไม่ได้เลวร้าย หรือไม่ถึงขั้นหาทางออกอะไรไม่ได้เสมอไป

ดังนั้น การมีโอกาสได้คลุกคลี พูดคุย หรือมีโอกาสได้เห็นคนที่มองโลกในแง่บวก เค้ามองสถานการณ์ต่างๆ หรือแก้ปัญหาต่างๆอย่างสร้างสรรค์ ก็ทำให้ตัวเราเกิดแรงบันดาลใจ เกิดมุมมองใหม่ๆ หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นกัน

และความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดในเชิงบวก ก็เป็นตัวช่วยบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี

 

5. เรียนรู้เรื่องใหม่ๆทุกๆวัน

ข้อนี้นับว่ามีความสำคัญมากอีกข้อหนึ่งเลยทีเดียว และเป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำได้ทั้งนั้น (ถ้าเทียบกับข้อต่อไป)

การเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำให้สมองของเราขยายความสามารถหรือขีดจำกัดของตัวเองให้กว้างขึ้นไปอีก โดยเฉพาะถ้าเรื่องใหม่หรือสิ่งใหม่ที่ว่านั้น เป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย หรือไม่ใกล้เคียงกับอะไรที่เราเคยทำมาเลยโดยสิ้นเชิง

หากเราสังเกตตัวเองในช่วงเวลาที่ต้องทำอะไรเดิมๆซ้ำๆทุกวันติดๆกัน เราจะเริ่มรู้สึกว่ามันเบื่อ มันเฉา นี่คือจุดหมายปลายทางของเราหรือเปล่า ที่ทำอยู่นี่ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร หรือเหมือนกับหลงทางอยู่ในม่านหมอกอะไรสักอย่าง

และความรู้สึกเฉาซึมมึนงงเหล่านั้น ก็สามารถแก้ได้ ด้วยการลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เรียนในสิ่งที่ไม่เคยเรียน หรือทำในสิ่งที่คุณคิดว่ามันยาก และเวลาเริ่มทำแล้วรู้สึกฝืนๆ ไม่สบายหัว (สมอง) เท่าไหร่เลย

เช่น บางคนเกลียดภาษา ก็ลองเรียนภาษาใหม่ๆดู ใครเกลียดเลข ก็ลองเรียนเลขดู หรือจะเป็นกิจกรรม ความรู้ในแขนงอื่นๆ อย่างศิลปะ ทำอาการ งานช่าง งานประดิษฐ์ ฯลฯ ก็ได้

เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว ขยายขอบเขตความสามารถ และขีดจำกัดเดิมๆนั่นเองค่ะ

 

6. นั่งสมาธิ

อย่างที่บอกว่า ข้อที่แล้วง่ายกว่าข้อนี้เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำข้อนี้ได้นั่นเอง

ทั้งๆที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือในชีวิตจำนวนไม่น้อย รวมทั้งการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ (ผลการเอ็กซเรย์สมอง) ยืนยันว่า “การนั่งสมาธิ” ส่งผลดีอย่างมากต่สมองของเราก็ตาม

แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาให้ติดตามรับรู้ตลอดเวลา และเราทุกคนต่างคุ้นเคยกับ Multi Tasking หรือการทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เช่น มือก็เล่น facebook ในมือถือ ตาด็ดูละคร หูก็ฟังเพลง ฯลฯ การที่เราจะมีสมาธิจดจ่อกับอะไรสักอย่างมากๆ นานๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

แต่หากใครทำได้และทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะการนั่งสมาธิจะช่วยลดความฟุ้งซ่าน ความยุ่งเหยิง ความเครียด ความวิตกกังวล ซึ่งส่งผลให้สมองสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

(Guest Post By : Natcharee)